เสริมจมูก ด้วยไขมัน สวยอย่างปลอดภัย

เสริมจมูกเป็นการศัลยกรรมอย่างหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการศัลยกรรมของผู้หญิง หรือ ผู้ชาย เสริมจมูกช่วยปรับโครงหน้าให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้ บางคนเมื่อสเริมจมูกแล้วเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เสริมบุคลิกภาพ กลายเป็นหล่อสวยเพียงใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง การศัลยกรรมเสริมจมูกมีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการนำกระดูกหลังหูมาทดแทรซิลิโคน ซิลิโคนระดับต่างๆ อ่อนแข็งแตกต่ากันไป รวมไปถึงล่าสุด คือ การนำเอาไขมันมาฉีดใส่แทน

ไขมัน นำมาฉีดเสริมจมูกได้จริงหรือ

เสริมจมูกด้วยการนำเอาไขมันของตัวคุณเองมาฉีดไปที่สันจมูก ไม่ใช่วิธีการใหม่ใดๆทั้งสิ้น วิธีนี้มีมานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่ยังมีความปลอดภัยและประสิทธิภาพ รวมถึงกระบวนการในการศัลยกรรมด้วยวิธีนี้ จึงทำให้ไม่ได้รับความนิยมในสังคมไทย คนไทยนิยมเสริมจมูกด้วยแท่งซิลิโคนมากกว่า เพราะให้เห็นสันจมูกชัด กำหนดรุปทรงให้คุณหมอเหลาได้

ใช้ไขมันเสริมจมูก ดีอย่างไร

1.ไขมันที่นำมาฉีด ดึงมาจากตัวเราเอง ฉะนั้นโอกาสน้อยมากที่ร่างกายจะไม่รับหรือปฏิเสธ

2.ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ ทั้งในรูปแบบของการสัมผัส รูปลักษณ์ รูปทรง

ข้อเสียของการใช้ไขมัน

1.การใช้ไขมัน คล้ายๆกับวิธีที่ใช้ฟิลเลอร์ฉีดเข้าไปเพื่อปั้นแทนซิลิโคน ฉะนั้นไขมันที่ฉีดเข้าไปจะมีระยะเวลาของมันเช่นกัน เพราะต้องผสมการสร้างเพื่อปลูกให้กลายเป็นสัยจมูกที่เราต้องการ นานไปมันจะเปลี่ยนรูปทรง เนื่องจากไขมันสลาย

2.การปลูกไขมันที่สันจมูก ทำให้คุณหมอไม่สามารถเนรมิตรรูปทรงที่แน่นอนได้ หากต้องการได้รูปที่ชัดเป๊ะๆ ต้องใช้ซิลิโคนแทน เพราะไขมันให้ความเป็นธรรมชาติมากกว่า

เสริมจมูกด้วยซิลิโคน เสี่ยงอย่างไร

การทำศัลยกรรมทุกประเภทมีความเสี่ยงทั้งหมด ไม่ว่าจะเสริมหน้าอก ทำตา กรีดปากกระจับ เสริมจมูก แต่การทำดั่งด้วยการนำซิลิโคนมาเสริมนั้น มีความเสี่ยง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับรูปจมูกของคนไข้ บางคนเนื้อจมูกน้อย ปีกจมูกมากเกินไป คุณหมอต้องทำการวิเคราะห์รูปหน้าก่อนทำ แต่จะพบปัญหามากคือ เนื้อจมูกน้อย แต่คนไข้อยากเสริม ให้โด่ง พุ่ง เกินเนื้อจมูกตัวเองที่จะรับแท่งซิลิโคนได้ เป็นผลให้ซิลิโคนทะลุ การที่ซิลิโคนทะลุเป็นเรื่องร้ายแรงของคนเสริมจมูก ทำให้เนื้อจมูกเสียหาย ทรงจมูกเสีย แก้ไขอยาก ฉะนั้นการรับฟังคำแนะนำของคุณหมอเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา

 

 

รักษาโรคด้วยการแพทย์แผนตะวันออก

ฝังเข็มจีน

การรักษาโรค ระงับอาการปวด ทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่อยากลองทางเลือกในการรักษาด้วยวิธีอื่น อย่างเช่น การฝังเข็ม(Acupunture) เป็นการแพทย์ทางเลือกที่ได้รับความนิยมแขนงหนึ่ง โดยการฝังเข็มจะสามารถช่วยลดอาการปวด ระงับอาการเจ็บต่างๆ อย่างตรงจุด มีต้นกำเนิดของศาสตร์การแพทย์ชนิดนี้มาจากประเทศจีน

การฝังเข็ม เป็นอย่างไร

หลายคนที่ไม่เคยรับการฝังเข็มที่จุดต่างๆของร่างกาย จะมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการฝังเข็มอย่างแน่นอน เนื่องจากลักษณะการฝังเข็มที่ภายนอกดูเหมือนการนำเอาเข็มที่ว่าเจ็บๆ ทิ่มเข้าไปในผิวหนังของเรา และลึกมากถึงเส้นเลือด แต่กลับไม่มีเลือดออกมา วิธีการฝังเข็มคือการใช้เข็มปักลงไปตามจุดต่างๆบนร่างกาย จุดสำคัญบนร่างกาย ที่เป็นจุดที่ได้รับการบาดเจ็บมา อุปกรณ์ในการฝังเข็ม ได้แก่ เข็ม (ถูกบรรจุใส่ซอง) เพราะว่าเข็มจะถูกจิ้มเข้าไปในจุดต่างๆที่ต้องการรักษา จะนำกลับมาใช้ไม่ได้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อของผู้เข้ารับการรักษานั้นเอง การฝังเข็มเมื่อเข็มทิ่มลงเมื่อหมอฝังเข็มไปยังจุดต่างๆของร่างกาย จะช่วยทำให้หลอดเลือดบริเวณที่ปักเข็มนั้นเกิดการขยายตัว ทำให้เลือดทั้งร่างกายหมุนเวียนได้ดีกว่าเดิม และยังสามารถกระตุ้นการทำงานของร่างกายได้ด้วย

บริเวณจุดฝังเข็มที่สำคัญ

หากฝังเข็มตรงจุดสำคัญจะช่วยปรับการทำงานให้ร่างกายสมดุลมากยิ่งขึ้น

  1. จุดเน่ยกวาน บริเวณที่ว่านี้อยู่แถวๆข้อมือ เรียกว่าเป็นเส้นลมปราณเยื่อหัวใจ เมื่อปักเข็มลงไปยังจุดนี้ จะสามารถปรับการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ผิดจังหวะได้ เพราะหลอดเลือดหัวใจขยายตัว
  2. จู๋ซานหลี่ เป็นปักเข็มลงไปกระตุ้นจุดของเส้นลมปราณ หน้าแข็ง จุดนี้สามารถบรรเทาอาการกระเพาะหดเกร็ง และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือสามารถช่วยปรับการหลางของกรดในกระเพาะที่ออกมามากเกินไปได้อีกด้วย ทำให้มันกลับไปอยู่ในสภาพปกติ
  3. จุดกระตุ้น จื้อยิน ด้านนี้ไม่ใช่การฝังเข็มแต่เป็นศาสตร์ตะวันออกของจีนเช่นเดียวกน คือการรมยา ที่บริเวณนิ้วก้อยของเท้า วิธีช่วยรักษาอาการตั้งครรภ์ผิดปกติได้ ในบางส่วน

นี่คือตัวอย่างทั้งหมดของเรื่องราวอันน่าทึ่ง ที่มีศาสตร์การรักษาที่แปลกแต่สามารถรักษาโรคได้จริง และเห็นผล แบบไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เหมือนการแพทย์แผนปัจจุบัน เพียงแต่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ หมอที่ชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากการรักษาเกี่ยวกับเส้นเอ็นนั้น หากได้รับการรักษาที่ผิดวิธีจะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการที่มากกว่าเดิม หรือร้านแรงถึงขึ้นพิการได้

 

ศาสตร์ความงามตะวันออกเป็นอย่างไร

กล่าวถึงยุคก่อนในอดีต ประเทศที่เลื่องชื่อในเรื่องความงาม เครื่องประทินในทุกยุคทุกสมัย คือประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน ทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นประเทศที่มีอารยธรรมมาเนิ่นนาน จีนเป็นจุดศูนย์กลางของโลกตะวันออก คือที่สุดของเอเชียในยุคก่อนสงครามโลก มีการพัฒนาในศาสตร์ด้านต่าง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา วิทยาศาสร์ เครื่องจักรประเภทต่างๆ การค้า งานศิลปะ ปรัชญา รวมไปถึงศาสตร์ในด้านความงามด้วยเช่นกัน

โลกตะวันออกเป็นศูนย์รวมของธรรมชาติ

ด้วยการที่โลกตะวันออกเป็นศูนย์รวมของธรรมชาติ เรียกว่าธรรมชาติรักโลกตะวันออกมาก ให้ของขวัญเป็นผลไม้ พืช ต้นไม้ ที่ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น เห็ดลิ้นจือ เห็ดพันธุ์นี้มีประโยชน์ในการทำยา สามารถนำมากินเพื่อบำรุงสมองได้เป็นต้น ทรัพยากรทางธรรมชาติเหล่านี้ยังอยู่กับมนุษย์อย่างเรา ผ่านปีไปเป็นร้อยปี จนถึงปัจจุบัน

เทคโนยีถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เทคโนยีทางการศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ค้นหาส่วนผสมจากธรรมชาติ จากพืชพันธุ์ต่างๆนำมาสกัดเป็นครีมทาหน้า อาทิเช่น โสม ถ้าพูดถึงโสม เราทุกคนจะคิดถึงประเทศเกาหลี หรือจีนอย่างแน่นอน โสมมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะนำมาสกัดเป็นตัวยาหรือนำมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประทินผิวก็ตาม

พืชพรรณที่มีประโยชน์

ส่วนประเทศไทยของเรา เรามีพืชที่ถือว่าเป็นความงามตามศาสตร์ตะวันออกอยู่เหมือนกัน นั้นคือ ขมิ้น ขมิ้นคนรุ่นคุณพ่อคุณแม่ ปู่ทวด นำมาผสมเป็นอาหาร “ข้าวหมกไก่” ก็ผสมขมิ้น แถมขมิ้นยังสามารถนำมาพอกผิว ให้ผิวสวยเปล่งปลัง โดยไม่ผสมสารเคมีใดๆ อีกด้วย

บทสรุปแห่งศาสตร์ตะวันออก

ศาสตร์ตะวันออกในด้านการรักษาพยาบาล  (แพทย์แผนโบราณ)

  • การดูดกระปุก ที่ใช้กระปุกสูญญากาศ วางที่บริเวณที่ต้องการนำเลือดเสียออก จะช่วยบรรเทาอากาศปวดต่างๆได้ แต่ต้องนำเข็มมาเจาะก่อน เป็นการไล่เลือดที่ไม่ดีออกจากร่างกาย และถ้าพบว่าส่วนใดที่วางกระปุกไว้ กลายเป็นจ้ำๆดำๆมากผิดปกติ แสดงให้เห็นว่า อวัยวะในบริเวณนั้น สุขภาพไม่ดีแล้ว ต้องได้รับการรักษาและบำรุง
  • การฝังเข็ม การฝังเข็มเข้าสู่จุดต่างๆเพื่อรักษา บรรเทาอากาศ อย่างเช่น บุคคลที่มีอาการปวดไหล่ หากไปแพทย์แผนปัจจุบัน คุณจะได้รับการ X-ray เพื่อดูภายใน แต่ถ้ามาพบแพทย์แผนจีน หมอจะทำการฝังเข็มเพื่อเข้าไปรักษาจุดที่เกิดอาการ และกินยาแผนเก่าควบคู่ไปด้วย

ศาสตร์ตะวันออกในด้านการดูแลความงาม

ในด้านความงามนั้น มีการพัฒนาทางด้านส่วนผสม พืชพรรณที่มีสรรพคุณทางยา นำมาวิจัยถึงคุณประโยชน์ ทดลอง และพัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิเช่น ยีสต์ โสม หอยทาก เห็ด ดอกซากุระ ว่านหางจรเข้ ไข่มุก เป็นต้น ทั้งพืชและสัตว์เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นทรัพยากรที่ธรรมชาติให้กับโลกมนุษย์ทั้งนั้น